สศอ.ชี้สัญญาณเตือนภัย เม.ย.เพิ่มจากสงครามตะวันออกกลาง-ต้นทุนสูง

05 พฤษภาคม 2569
สศอ.ชี้สัญญาณเตือนภัย เม.ย.เพิ่มจากสงครามตะวันออกกลาง-ต้นทุนสูง
  • สศอ. รายงานระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 ส่งสัญญาณให้เฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
  • ปัจจัยภายนอกที่น่ากังวลคือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต
  • ปัจจัยภายในประเทศที่ต้องจับตาคือต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 108.69 ขยายตัว 0.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์กลับมาขยายตัว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 

ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัว 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 61.26% โดย สศอ. ได้เฝ้าระวังผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขยายตัว 1.48% และอุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัว 0.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง  และอากาศยานรบ ขยายตัว 21.10% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น หมูแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ เบียร์ และไส้กรอก ด้านเสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ได้ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม

สำหรับภาพรวมภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในเดือนมีนาคม 2569 มีสัญญาณขยายตัวจากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่เป็นแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้น การติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป 

ทั้งนี้ ปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเมษายน 2569 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 

“ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็น 71.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ผันผวนและอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับยานยนต์ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น

ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ Hybrid และ Mild Hybrid ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของตลาดอย่างเป็นรูปธรรม 

โดย สศอ. คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 60.74% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย

เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.06% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กลวด เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงงานเหล็กหลายโรงงานของไทยมีกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยก๊าซ CO2  ได้น้อยกว่าที่ EU กำหนดตามมาตรการ CBAM (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2569) จึงเป็นอานิสงส์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.